(เมื่อคืนมีคนมาสะกิด บอกให้อัพเรื่องใหม่ๆ ได้แล้ว วันนี้เลยขออู้งานมาอัพบล็อคอีกสักที)
จริงๆ อันนี้ก็ยังไม่ใหม่
แต่มันเป็นภาคต่อ คงต้องอัพฯให้จบก่อนจะเริ่มเขียนเรื่องยาวเรื่องใหม่ (สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะทำอย่างนั้น)
เรื่องนี้ยังคงเกิดขึ้นช่วงทำงานอยู่ EO Today ค่ะ
ต้องบอกว่า วิถีชีวิตช่วงนั้นค่อนข้างสุนทรีย์พอประมาณ
งานไม่เครียด ทำสบายๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมงานดี จะมีก็แค่สุขภาพที่ยังไม่ค่อยเข้าที่
เวลามองโลกเลยเหมือนมองผ่านเลนส์มัวๆ ทุกอย่างเป็นสีเทาๆ เหมือนมีเงารางๆ มาบัง จะยิ้มก็ยิ้มไม่เต็มที่ จะร้องก็ร้องไม่ค่อยออก
เหมือนอยู่ในช่วงทิ้งโค้ง แต่ก็ไปไม่พ้นโค้งชวนเวียนเกล้านี่สักที
ตอนนั้นก็มีเรื่องของ ไอ้ปิน นี่แหละ ที่ทำให้รู้สึกว่า พอจะยังยิ้มได้อยู่
และนี่คือภาคเมื่อ 2 เดือนผ่านไป
มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง…
………
A Walk to Remember : Episode II
หมดหน้าหนาวไปนานแล้ว
โปรแกรม classic walk ของฉันเลยเป็นหมันไป แต่เรื่องราวของฉันและเพื่อนร่วมงานนามสมมุติว่า “ปิน” ยังดำเนินต่อไป
…………
“เดี๋ยวนี้ไม่มี classic walk แล้วเรอะ?”
ไอ้ปินถามหน้าตาย น้ำเสียงกวนตีนเหมือนเดิม
2 เดือนผ่านไป เรากลายเป็นเพื่อนกันแบบที่ว่า แก-ชั้น กวนตีนกันไปกวนตีนกันมา
มีอยู่วันหนึ่งฉันหยุดงาน ไม่สบาย นั่งออนไลน์ msn จากที่บ้าน เจอไอ้ปินออนไลน์จากที่ทำงานเลยแกล้งทักมัน แต่ไม่วาย ปลอมตัวว่าเป็นเพื่อนที่มาเฝ้าไข้ที่บ้าน
ตอนแรกกะจะแกล้งมันเล่นๆ เพราะไอ้นี่มันป๊อดกับสาวๆ แกล้งไปแกล้งมา เลยแกล้งถามมันดูว่าสนิทกับ ‘อู’ แค่ไหน?
“ก็คุยกันบ้าง”
ก็คุยกันบ้าง???
คำตอบนั้นทำเอาฉันน้อยอกน้อยใจไปพักใหญ่ พานเป็นใบ้ไม่คุยกับมันไปเป็นอาทิตย์
ปินมันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น อาทิตย์นั้นฉันถึงผลักไสให้เบอร์สาวๆ มัน แล้วไล่ให้รีบไปจีบๆ ซะ เป็นเชิงว่า “ไม่ต้องมายุ่งกับกู!”
ปล่าวนะ ไม่ได้งอน
แค่น้อยใจ เพราะฉันน่ะคิดว่ามันเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดแล้วในบริษัท
แต่ไหงมันกลับมองว่าฉันเป็นแค่คนที่ “ก็คุยกันบ้าง”
หลังผ่านช่วงมึนตึงกันไปพักใหญ่ ปินก็เรียกคะแนนคืนมาได้ในคราวเดียว
ตอนนั้นเป็นช่วงต้นเดือนมีนาที่ฉันไม่สบายระลอกสุดท้ายเพราะต้องหยุดยา (หรือเรียกอีกอย่างว่า “หักดิบ”)
คงต้องเรียก หักดิบ จริงๆ เพราะทันทีที่หยุดกินยา อาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ก็ตามมา จนฉันไปปรึกษาเภสัชที่คุ้นเคยกัน เขาบอกให้ลองกินยาต่อ แต่ค่อยๆ ลดจำนวนลง อาการจะหายไปเอง
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องหยุดงานติดกันถึงสองวัน และตกข่าวเรื่องการย้ายโต๊ะในออฟฟิศไปโดยปริยาย
เช้าของวันที่ฉันตั้งใจจะไปทำงาน มีโทรศัพท์ลึกลับมาแต่เช้าตรู่ หน้าจอมือถือโชว์ชื่อ ‘ปิน’ หรา
อารมณ์ไหนวะเนี่ย?
“ฮัลโหล”
“เออ”
“อารมณ์ไหนวะ โทรมาแต่เช้า”
“วันนี้แกไปทำงานมั้ย?” กรุณานึกถึงน้ำเสียงโมโนโทนแบบไม่ยินดียินร้าย
“ไปดิ๊ ไป เนี่ย เพิ่งตื่นว่ะ”
“เออ.. จะโทรมาบอกว่า .. เมื่อวานเค้าจัดโต๊ะกันใหม่หมดเลย”
อื๋อ?
“กลัวแกไปถึงออฟฟิศเอ๋อๆ แล้วจะงง หาโต๊ะไม่เจอ”
“…”
“จริงๆ จะโทรตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่กว่าจะย้ายเสร็จมันดึก กลัวแกนอนไปแล้ว เลยมาโทรเช้านี้แทน”
“เออ แต๊งสว่ะ”
หลังวางสาย ฉันยืนอมยิ้มอยู่คนเดียว ไม่รู้อมทำไม พอได้สติก็กดโทรศัพท์หาเพื่อนซี้
“เฮ้ย ซุ้ง เวลาเขาย้ายออฟฟิศกันแล้วมีคนไม่รู้เนี่ย เขาต้องโทรบอกกันมั้ยวะ?”
ฉันไม่รู้บรรทัดฐานคนอื่นนะว่าเป็นยังไง แต่สำหรับฉัน คนที่น่าจะโทรมาบอกน่าจะเป็นรุ่นพี่ที่ดูแลกันอยู่ มากกว่าที่จะเป็น คนที่แค่ “ก็คุยกันบ้าง” อย่างนี้
“มันคงเห็นแกเป็นเพื่อนที่สนิทคนนึงแหละ”
ไอ้ซุ้งมันตอบมาอย่างนั้น
ถึงออฟฟิศ ฉันถึงพอจะเข้าใจว่าทำไมปินมันถึงกลัวว่าฉันจะเดิน “เอ๋อ” หาโต๊ะไม่เจอ เพราะออฟฟิศเปลี่ยนไปแบบระเบิดลงเลยก็ว่าได้
ฉันเดินตุหรัดตุเหร่เข้าไปถามหาโต๊ะตัวเองกับรุ่นพี่ พร้อมเดินหน้ามึนเอาของไปวาง และเริ่มต้นเก็บข้าวเก็บของให้เข้าที่
ล่วงเลยไปกว่าเที่ยง ฉันถึงเริ่มได้นั่งลงละมือจากการปัดกวาดข้าวของ ปินเดินโฉบมาทางโต๊ะฉัน สักพักก็มาหยุดอยู่ที่ตู้หนังสือข้างโต๊ะ
“เป็นไงมั่ง หาโต๊ะเจอใช่ป่าว?” ไอ้ปินเกาะตู้ข้างโต๊ะชะโงกหน้ามาคุย ฉันเงยหน้าขึ้นจากการเก็บข้าวของ ตอบคำเดียวว่า “อื้อ” แล้วยิ้มสำทับอีกหนึ่งที ปินพยักหน้ารับรู้พร้อมยิ้มมุมปากเล็กๆ ประมาณว่า ผลของการโทรมาเป็นที่น่าพอใจ
ไอ้ปินเดินกลับโต๊ะ ฉันเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
“เฮ้ยปิน!” ฉันตะโกนไล่หลัง
“อะไร” มันชะงัก
“แต๊ง” บวกยิ้มเล็กๆ พองาม
ไอ้ปินยิ้มแบบเก้อๆ ก้มหน้าลงมองพื้นแล้วเดินกลับโต๊ะไป ฉันแปลท่าทางแบบนั้นว่ามัน “เขิน”
เช้าวันศุกร์ถัดมา ฉันยังคงทำเหมือนเดิม คือยืนจ่อหน้าประตูรถไฟฟ้า ประตูเปิดปุ๊บก็เข้าไปนั่งปั๊บ แล้วหลับเลย ไอ้ปินมายืนอยู่หน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“นี่แก ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองผู้คนบ้างรึไง” ปินส่งเสียงโมโนโทนเรียกสติเพื่อนร่วมออฟฟิศ
“อ้าว ขึ้นมาเมื่อไหร่วะ?”
“อนุสาวรีย์”
ในมือมันถือ A Wild Sheep Chase หนังสือใหม่น่าสนใจ
“ขอดูหน่อยเด่ะ”
…
สถานีอโศก เราเดินลงมาพร้อมกัน ไอ้ปินเดินเร็ว ฉันเดินช้าเพราะยังไม่ตื่นดี
“เฮ้ย วัยรุ่น เดินให้มันเร็วๆ หน่อย”
“เออ แกไปก่อนเลย”
…
เดินมาถึงแยกอโศก ปกติมันจะข้ามถนนไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่วันนี้มันเดินตามฉันมา
“ไม่ classic walk แล้วเหรอ”
“ไอ้บ้า ร้อนจะตาย”
“แล้วไปไงอ่ะ”
“รถเมล์”
ว่าแล้วก็เดินดุ่ยๆ ตามกันมาถึงป้ายรถเมล์
“นี่ๆ บ่ายนี้ยุ่งไหม?” ฉันตะโกนถามแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ และลมพัดอู้
“ไม่” ไอ้ปินตะโกนตอบ
“พาไปซื้อ A Wild Sheep Chase หน่อยเด่ะ”
“เออ เอาดิ”
ลงจากรถเมล์ ไอ้ปินเจอเพื่อนโดยบังเอิญ เลยปล่อยฉันเดินตามเงียบๆ ได้จังหวะเพื่อนมันไปแล้ว ฉันวิ่งเข้าไปข้างๆ สะกิด
“เคยเล่นป่าว บวกตั๋วรถเมล์แล้วหาร 8 น่ะ”
มันทำหน้างง “ไม่เคย”
“นี่ ของชั้นได้เศษ 1 แปลว่าวันนี้จะมีความสุข”
”เหรอ”
“ของแกหารลงตัวหมด อธิษฐานอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง”
มันทำหน้าแบบนึกสนุก “เอาอะไรดีอ่ะ”
“ขอให้จีบสาวติดซะทีละกัน”
“เออๆ ดีๆ”
ช่วงบ่าย งานยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
นั่งว่างอยู่นาน ฉันก็ส่งข้อความไปเตือนความจำมันอีกที เกือบบ่ายสาม ไอ้ปินก็วิ่งเลิ่กลั่กมาที่โต๊ะ
“เฮ้ย ไปร้านหนังสือป่าว?”
“ไปดิ เมื่อไหร่อ่ะ”
“ตอนนี้แหละ เดี๋ยวเราลงไปเอาของก่อน อีก 10 นาทีตามลงไปเจอที่หน้าลิฟท์ละกัน”
“โอเค”
……..
10 นาทีของมัน นานพอให้ฉันนั่งหลับอยู่ตรงเก้าอี้หลังล็อบบี้ได้สบายๆ ไอ้ปินเดินยิ้มๆ มาหลังจากปล่อยฉันรอเงกอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
“เฮ้ย ทำไมต้องนั่งหน้าเศร้าด้วยวะ เราไปแป๊บเดียวเอง”
“ง่วงโว้ย ไม่ได้เศร้า”
เราเดินคุยกันไปด่ากันไประหว่างทางจากหลังตึกแกรมมี่ไป มศว. คำด่าที่ออกจากปากฉันบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นคำว่า “เสร่อ” กับ “แรด” ส่วนไอ้ปินก็จะตอบแก้เก้ออยู่ประโยคเดียว
“ใช่ซี้ ชั้นมันก็แค่” เว้นวรรคพองาม “กราฟฟิคจนๆ คนนึง”
ไม่มีคำอื่น ไอ้นี่มันมีอยู่มุขเดียวจริงๆ
เดินๆ กันไป เผลอแป๊บเดียวก็ถึงร้านหนังสือ เราแยกย้ายกันเดินเลือกหนังสือที่ชอบคนละซอย
ไอ้ปินเรียกฉันมาดูหนังสือที่ฉันบ่นอยากได้
เรายืนชี้โบ้ชี้เบ้ไปเรื่อยๆ ปินอยากได้เล่มนั้น ฉันอยากได้เล่มนี้ แกเคยอ่านเล่มนี้ยัง? ชั้นอยากได้เล่มนี้ว่ะ (ถ้าเป็นไอ้ปินตัวจริงต้องต่อด้วย “ซื้อให้หน่อยเด่ะ”) ฉันเริ่มสวมบทหนอนหนังสือ แนะนำเล่มนั้นเล่มนี้
“เล่มนี้เคยอ่านยัง? ดีมากเลยนะ”
“แล้วเล่มนี้ล่ะ?”
“เล่มนี้สุดยอด”
ฉันบ้าแนะนำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะรำคาญแต่ประการใด จนมาถึงหนังสือ “สาระแนจัง” ที่หน้าปกเป็น ‘เปิ้ล นาคร’ แต่งตัวเลียนแบบ Le petit Prince
“เคยอ่านเล่มนี้ยัง?”
ฉันนั่งคุดคู้ เพราะหนังสืออยู่ชั้นล่างสุดติดพื้น หยิบหน้าปกขึ้นมาโชว์แล้วเงยหน้าไปมองคู่กรณี
“ยัง” ปินตอบหน้าตาไร้อารมณ์
“อือ” ก้มลงมองหน้าปกอีกที ท่าทางคงจะไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ
“ขำดี” ฉันยืนยันคำเดิม พร้อมยิ้มการันตีความขำ
ตอนนั้นเอง ฉันเพิ่งสังเกตสีหน้าคู่กรณี ว่ามันกำลังอมยิ้มเล็กๆ
ฉันไม่รู้หรอกว่ามันยิ้มอะไร
รู้แค่ว่า
อุณหภูมิรอบๆ ตัวตอนนั้น เหมือนจะอุ่นขึ้นมาสัก 1 องศา
……..
เราเดินกลับออฟฟิศกันหลังจากโอ้เอ้อยู่ร้านหนังสือราวชั่วโมง
ต้องขอบคุณอากาศดีๆ วันนั้น เพราะระหว่างทาง เราต้องเดินเลาะเลียบสนามฟุตบอลใหญ่ ที่ริมสองข้างสนามเป็นต้นไม้ใหญ่ออกดอกสีชมพู
“ใช่ชมพูพรรณทิพย์รึปล่าววะ?” ฉันเปรยเบาๆ กับตัวเอง
“อะไรนะ?” ไอ้ปินถามงงๆ
“ปล่าว แค่ไอ้ต้นนี้มันเหมือนต้นชมพูพรรณทิพย์ที่ปลูกอยู่เต็มจุฬาฯ” แหงนหน้าขึ้นสู้แดด เห็นกลีบสีชมพูอ่อนกลืนไปกับปุยเมฆสีขาว “สวยดี เห็นแล้วคิดถึงสมัยเรียนมหา’ลัย”
“แก่แล้ว”
“เออ ชั้นแก่แกก็แก่เหมือนกันละวะ”
“ไม่จริง ชั้นยังวัยรุ่นอยู่”
“แหวะ”
ลมพัดมาเอื่อยๆ
เมฆก้อนโตเคลื่อนตัวบังแสงจากดวงอาทิตย์ให้ส่องลอดลงมาเพียงริ้วบางๆ ดอกไม้สีชมพู-ที่ฉันยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันคือต้นอะไร ร่วงกราวอยู่เต็มสองข้างทาง- มองเผินๆ เหมือนพรมสีชมพูแซมสีเขียวอ่อนของหญ้าที่ขึ้นอยู่ประปราย
กราฟฟิคจนๆ คนหนึ่ง เดินระเกะระกะไปมาหน้ากองบรรณาธิการสาวมือใหม่
เสียงกองบรรณาธิการสาวลอยมาตามลม
“แก เดินให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย”
“วัยรุ่น ต้องเดินกวนๆ แบบนี้แหละ”
“เดินให้มันดีๆ หน่อยซี่ มันเกะกะชั้นนะ”
“ใช่ซี้ ชั้นมันก็แค่”
“ไม่-เกี่ยว!”
“โอ๊ย! ทำไมต้องตีกันด้วยวะ”
“ก็กวนตีนเองนี่หว่า”
“ใช่ซี้…”
“พอๆ พอเลยพอ”
ลมละรอกสุดท้ายพัดผ่านสนามฟุตบอล มศว. กลั้วเสียงหัวเราะบางๆ ก่อนจะพัดผ่านไป
………
มิตรภาพของเราดำเนินไปอย่างแปลกๆ
เราจะคุยกันแบบค่อนข้างเปิดเผยใน msn แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่น มันกับฉันแทบจะไม่ทักกันเลย
หลายครั้ง ความเป็นห่วงเป็นใยก็แสดงออกมาในวาระแปลกๆ
บางทีพักเที่ยงแล้วแต่ฉันยังไม่ยอมลงไปกินข้าว นอนฟุบกับโต๊ะ ไอ้ปินจะเดินมาเตะขาเก้าอี้พร้อมกับถามว่า “ทำไมยังไม่ลงไปกิน?”
บางทีช่วงที่มันว่างงาน มันจะเดินตุหรัดตุเหร่ไปโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ แต่วิธีทักทายที่มันนิยมใช้กับฉัน คือเดินผ่านมาเตะขาเก้าอี้หนึ่งที เป็นเชิงให้รู้ว่ามันอยู่ตรงนี้นะ
บางครั้งฉันก็วางตัวไม่ค่อยถูก เพราะไม่รู้ว่าตกลงความสนิทสนมของมันกับฉันอยู่ในระดับไหน
รู้แค่ว่า ถ้ามีอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ‘ไอ้ปิน’ คือคนแรกที่ฉันคิดจะขอความช่วยเหลือ
…….
อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง
ฉันได้ใช้บริการความสนิทสนมของมันกับฉันด้วยการเอาซีดีเพลงโปรดมาให้มันแปลงไฟล์เป็น MP3 แล้วโหลดลงคอมพิวเตอร์ให้
โหลดผิดๆ ถูกๆ อยู่หลายรอบเพราะฉันหลงลืม จำซีดีสลับแผ่น ไอ้ปินเดินเอาซีดีมาคืนที่โต๊ะหลังจากการโหลดเป็นไปโดยสมบูรณ์แล้ว
“เอ้า” ไอ้ปินโผล่แค่หน้ามาทางตู้ข้างโต๊ะเหมือนเดิม
“แต๊ง” ฉันรับซีดีคืนพร้อมขอบคุณห้วนๆ
2-3 นาทีถัดมา หน้าต่าง msn เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ–น้องดาวนั่นเอง
“แหม เห็นชัดเลยนะคะ ว่าทรีทคนต่างกัน”
ฉันอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
“เฮ้ย หนู พี่แค่ฝากมันโหลดเพลงให้แค่นั้นเอ๊ง”
“อย่าเลย ทีกับเรานะ จะมาคุยก็แค่ตอนจะขอติดรถกลับด้วยแค่นั้นแหละ”
“อู๊ย ไม่ม้าง”
“หนูล้อเล่นค่ะ”
เออ นะ
เช้าอีกวัน ฉันยังคงขี้เกียจลงไปกินข้าวเหมือนเดิม ส่วนไอ้ปินมักจะลงไปกินข้าวเช้าตอน 10 โมงกว่าๆ วันนั้นฉันเลยโทรไปฝากมันซื้อข้าวขึ้นมาให้
“เอาผัดวุ้นเส้น”
“เออ”
“แล้วก็ไส้กรอกทอด”
“อือ”
“ผัดวุ้นเส้นเอาผักเยอะๆ นะ”
“ผักเยอะๆ นะ” มันจะทวนคำทำไมวะ?
“เออ”
“อือ”
“เออ แค่นั้นแหละ”
ตกลงคุยกันรู้เรื่องมั้ยเนี่ย?
ครึ่งชั่วโมงถัดมาไอ้ปินเดินหิ้วข้าวกล่องขึ้นมาให้ที่โต๊ะ ฉันหยิบเงินจ่ายมันไป พร้อมวางข้าวกล่องไว้ข้างๆ คอมพิวเตอร์ ทำงานต่อ
สักพัก หน้าต่าง msn ป๊อบอัพขึ้นมา
“จะกินได้ป่าวว๊า” ไอ้ปินนั่นเอง “ไม่รู้ซื้อมาถูกรึเปล่า?”
“ยังไม่ได้ดูเลยว่ะ แล้วมันใช่ผัดวุ้นเส้นกับไส้กรอกรึเปล่าล่ะ?”
“อื้อ”
“งั้นก็กินได้แหละ” ฉันตัดบทแล้วหันไปทำงานต่อ
อีกราว 20 นาทีถัดมา
“จะกินได้มั้ยเนี่ย”
เอ๊ะ ไอ้นี่มันเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำรึไงนะ?!
“ยังไม่ได้แกะดูเลยอ่ะ ยังไม่หิว”
ฉันนิ่งคิดซักพักก็เอื้อมไปหยิบข้าวกล่องมาแง้มดู
“อืม ก็ซื้อมาถูกนี่ คงกินได้แหละ” พร้อมส่งหน้ายิ้มไปหนึ่งที
ไอ้ปินส่งหน้ายิ้มตอบเป็นเชิงสบายใจ
…
“ใส่ยาพิษรึเปล่าล่ะ?”
“ยาเสน่ห์”
“อึ๋ย”
………
ฉันไม่รู้ว่า เป็นคนอื่น เขาจะคิดกันยังไง
แต่สำหรับฉัน “ไอ้ปิน” คือคนที่ทำให้ออฟฟิศ น่าอยู่ขึ้น
อบอุ่นขึ้น
เพราะอย่างน้อยๆ ฉันก็ยังมีใครสักคนให้คุย ให้คอยถามไถ่เวลาไม่สบาย
ให้คอยชะโงกหน้า ว่าวันนี้มันจะมามั้ย?
ให้คอยเตะขาเก้าอี้ทักทาย
อะไรประมาณนั้น.
………